เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เผยไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรร้ายแรง ผู้บริโภคก็ยังต้องใช้ทานอาหารต้องใช้แพคเกจจิ้ง
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน“CEO Exclusive Forum”ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแบ่งปันและนำเสนอแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค การใช้ดีไซน์มาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ และเรื่องของเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ ว่าได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่ต้องประสบกับสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งสถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ต้นปี 2563 ต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และปรากฏการณ์เงินบาทแข็งค่า
ล่าสุดคือ Covid-19 สิ่งเหล่านี้ คือความท้าทายที่เกิดขึ้นในวันนี้ และทำให้สภาวะตลาดมีความผันผวน ซึ่งข้อมูลต่างๆ วิทยากรจะได้แลกเปลี่ยนให้กับผู้เข้าร่วมงาน และเป็นความพิเศษที่ทาง เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ตั้งใจมอบให้ทุกท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างเจริญก้าวหน้าและมั่นคงต่อไป
อุตสาหกรรมแพคเกจจิ้งเป็น domestic ส่วนใหญ่ เพราะประเด็นแรกเป็นเรื่องของการขายล็อตใหญ่ ประเด็นที่สองคือเป็นเรื่องของความไว ประเด็นที่สามคือโมเดลเปลี่ยน เจ้าของแบรนด์เปลี่ยนรูปแบบบ่อย ๆ ร้อยละ 60 ของกลุ่มลูกค้าคือผู้บริโภค อีกร้อยละ 40 เป็นอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ คือเศรษฐกิจดีหรือไม่คนก็ต้องทานอาหาร ต้องใช้แพคเกจจิ้งอยู่ แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมนั้นอาจจะลดลง
5 ปีที่แล้วการใช้จ่ายภาคครัวเรือนอยู่ที่ร้อยละ 4.6 เราคาดว่าอีก 5 ปีน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.9 เราก็คาดว่าน่าจะโตขึ้น และวันนี้มันถูกผลักดันด้วยอีคอมเมิร์ซที่วันนี้เติบโตมาก ต้องใช้แพคเกจจิ้งมากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่สำคัญ พวกสงครามการค้าอาจทำให้ความต้องการน้อย มันทำให้เกิด Re-allocation คือ สินค้าแบรนด์หนึ่งที่มีโรงงานทั้งจีนและไทย อาจย้ายมาผลิตในไทยมากขึ้น ทำให้ไทยได้ประโยชน์ และ Re-location คือ ย้ายฐานการผลิตเลย อาจจะย้ายมาบ้านเรา แพคเกจจิ้งก็ได้ประโยชน์
ภาพรวมแพคเกจจิ้งได้รับผลกระทบน้อยเพราะส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคการบริโภค และสงครามการค้าน่าจะเอื้อประโยชน์ให้มากกว่า นอกจากนั้น การเติบโตของการค้าในตลาดภูมิภาค ทั้งไทย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โอกาสการโตน่าจะไปได้ถึง 3 เท่า ปัจจุบันวัดการใช้แพคเกจจิ้งต่อคนต่อปีใน 4 ประเทศ 10-30 กิโลกรัม/หัว/ปี เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่ร้อยละ 80-90 เรายังมีที่ให้ไปอีกมากถึง 3 เท่า เมื่อไหร่เราจะไปถึง ขึ้นอยู่กับอีคอมเมิร์ซ ผลักดันโดยเมกะเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริโภคมากขึ้น ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนเรื่องความรับผิดชอบของสิ่งแวดล้อม ผมมองว่าเป็นเทรนด์บวก และคิดว่าการพัฒนารีไซเคิลก็จะสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
“ทั้งหมดเลยคิดว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบมาก เพราะในความโชคร้ายก็มีความโชคดี ถ้าเรามองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรม เราเองก็วางตัวเองว่าจะเป็น Packaging Solutions provider เราไปถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร สิ่งที่ได้กลับมาคือ Value คือเราตอบโจทย์ได้ งานวิจัยและพัฒนาของเราจึงทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเป็นหลัก นั่นคือเรามี Service Mind คือไม่ใช่ขายของให้ลูกค้า แต่คือการที่เราเข้าไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้”
